หน้าแรก บล็อก หน้า 2

อย่าใช้ข้ออ้างที่ว่าเป็นคนปากร้ายใจดี หากพูดดีไม่ได้

0

เป็นอีกหนึ่งบทความดีๆ ที่ให้ข้อคิด อยากให้ลองได้อ่านกัน คนบางคนชอบอ้างว่าเป็นคน ปากร้าย … แต่ใจดี…
เพราะปากร้าย ใจมันต้องร้าย ตามไปด้วย
อย่าเข้าใจผิด…มันหลอกตัวเองทั้งนั้น

เรามักได้ยินคนพูดว่า…ถึงคนนั้นคนนี้จะ ปากร้าย ไปหน่อยแต่ก็ใจดีนะ
หากได้ลองพิจารณา หรือ ไตร่ตรองให้ดีแล้ว
เราจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว
เพราะคนที่เรารู้จักบางคนหรือแม้แต่ตัวเราเอง
บางครั้งก็ดูเหมือนจะมีลักษณะแบบนั้น
คือพอโมโหก็ด่า ไม่เลี้ยง แต่พอหายโกรธก็ดีใจหาย

ในความเป็นจริงแล้วเวลาที่เราโกรธ
ถึงขั้นสามารถกล่าวคำ ตำหนิคนอื่นออกมาได้นั้น
แสดงให้เห็นว่าจิตขณะนั้นย่อมต้องเป็น อกุศล (จิตที่ไม่ดีงาม)
จะไม่มีทางเป็น กุศล (จิตที่ดีงาม) ไปได้
เพราะฉะนั้นจะพูดว่า คนนั้น ปากร้าย
แต่ใจดี…ก็คงไม่ถูกต้องไปซะหมด

ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วคนๆ นั้นเป็นจะคนดีก็ตาม
พูดเพื่อต้องการให้ผู้อื่นเสียใจหรือไม่พอใจเป็นต้น
การล่วงอกุศลกรรมบท (ทางแห่งกรรมที่เป็นอกุศล)
ย่อมส่งผลกรรมให้เกิดขึ้นทั้งใน ชาตินี้ และ ชาติหน้า
และ ถึงแม้จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ยังจะได้รับผลของกรรมนั้นอีก
เช่น เป็นคนพูดไม่ชัด หรือ พูดติดๆขัดๆ

แม้ตอนที่ยังไม่ตกนรกก็อาจส่งผลแก่ผู้พูดได้ใชชาตินี้
เช่น พูดอะไรมักไม่มีใครฟัง คำพูดดูไม่น่าเชื่อถือ
ฉะนั้นการกล่าววาจาไม่ว่าจะเป็น คำหยาบ คำโกหก คำยุยง
อย่าได้อ้างว่าเป็นคน ปากร้าย แต่ใจดีเลย
เพราะใจได้คิดแต่เรื่องร้ายๆ จึงได้เอ่ยวาจาออกมาแบบนั้น
หรือ เพียงพูดเล่น พูดเอาสนุก ที่ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องใหญ่ ส่งผลต่อผู้ฟังมากกว่าที่คิด

ครูณัฐ ใจหล่อประกาศวิ่งย้อนรอย โครงการล้านเก้า ระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

0

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ สำหรับ การช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลนเครื่องมือการแพทย์ โดย ‘ครูณัฐ’ นายณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี อายุ 36 ปี ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ ใจหล่อประกาศวิ่งย้อนรอยโครงการล้านเก้ากว่า 300 กม. ระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ รพ.ทองผาภูมิ-สังขละบุรี ว่า เวลา 05.00 น.ของวันเสาร์ ที่ 30 มี.ค.นี้ ผมจะวิ่งย้อนรอย ”โครงการ ล้านเก้า เพื่อโรงพยาบาลทองผาภูมิ และโรงพยาบาลสังขละบุรี ” เพื่อระดมทุนไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับทั้ง 2 โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 โรงพยาบาลยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่อีกเป็นจำนวนมาก

จากการได้พูดคุยกับทั้ง 2 โรงพยาบาลพบว่าต้องใช้เงินจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์รวมกันประมาณ 13,118,000 บาท โดยทีมงานเพจโครงการล้านเก้า จะทำการอัพเดท ยอดเงินที่ได้รับบริจาคเข้าบัญชี ธนาคารอยู่ตลอดเวลา

สำหรับการวิ่งย้อนรอย “โครงการล้านเก้าเพื่อโรงพยาบาลทองผาภูมิและโรงพยาบาลสังขละบุรี”ในครั้งนี้ ไม่ใช่มีผมวิ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่จะมีคณะแพทย์ และพยาบาลจากโรงพยาลทองผาภูมิและสังขละบุรี รวมทั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรี คณะครู และกลุ่มเพื่อนๆของผม ร่วมวิ่งด้วยกันหลายสิบชีวิต สำหรับระยะทางการวิ่งจากโรงเรียนไปถึงอำเภอทองผาภูมิมีระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร

สำหรับโปรมแกรมที่วางแผนเอาไว้คือ เริ่มวิ่งออกจากโรงเรียนโยธิบูรณะ ในเวลา 05.00 น.ของวันที่ 30 มี.ค.62 ถึงโรงพยาบาลทองผาภูมิ ในวันที่ 9 เม.ย. 62 หรือประมาณ 11 วัน แต่อย่างไรก็ตามหากผมไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวนระหว่างการวิ่ง เชื่อว่าจะถึงเส้นชัยตามกำหนดอย่างแน่นอน

คาถา “บูชาพ่อแม่” สวดก่อนนอนทุกคืน ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข

0

พ่อแม่ คือ พระอรหันต์ในบ้าน เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านยืนยันไว้หลายท่าน เช่น
สมเด็จโตที่ได้เทศน์แก่ รัชกาลที่4 ที่เทศน์ไว้ว่า “พระอรหันต์ คือ พระผู้ประเสริฐ” คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองเกาะหลังท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังคงดั้นด้น ดิ้นรนไปหา เพื่อหวังเพื่อยึดเหนี่ยวบูชา แต่พระที่อยู่ภายในใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือกินด่าง อีกน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ที่มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน พ่อ แม่ จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของ ลูก”

คืนนี้มาสวดคาถาบูชาพ่อแม่ก่อนนอน การสวดคาถาบูชาพ่อแม่ทุกครั้งก่อนนอน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ซึ่งช่วยให้เราและครอบครัวได้อานิสงค์จากการสวด ทำให้มีความสุขและรู้สึกสงบร่มเย็นมากขึ้น สำหรับใครที่ชีวิตไม่ดี ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ต้องลองสวดดู มันจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งทำทุกๆวัน จะช่วยสร้างสติ ทำให้มีสมาธิในการตัดสินใจอะไรต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมากเลยทีเดียว

1. อิมินาสักกาเรนะ ข้าขอกราบสักการะบูชา อันพระบิดร มารดา ตัวข้าขอน้อมระลึกคุณ ท่านมีเมตตาการุณ อุปการะคุณต่อบุตรธิดา ท่านให้กำเนิดลูกมา ทั้งการศึกษาและอบรม ถึงแม้ลำบากขื่นขม ทุกข์ระทมสักเพียงใด ท่านไม่เคยหวั่นใหว ต่อสิ่งใดที่ใด้เลี้ยงมา พระคุณท่านล้นฟ้า ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดิน ข้าขอบูชาเป็นอาจิณ ตราบจนสิ้นดวงชีวา ขอปวงเทพไท้รักษา อันพระบิดรมารดาของข้า เทอญ..

2. มัยหัง มาตาปิตูนังวะปาเทสุ วันทามิ สาทะรัง (กราบ 1 ครั้ง)

3. อะนันตะคุณะ สัมปันนา ชะเนติชะนากา อุโภ มัยหัง มาตา ปิตูนังวะ ปาทา วันทามิ สาทะรัง

หลังจากสวดบูชาแล้ว หากสะดวกก็ทำพิธีขออโหสิกรรมต่อเลยก็ได้ โดยให้เตรียมน้ำโรยดอกมะลิไปหนึ่งขัน แล้วพูดว่า “กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โย โทโส อันว่าโทษใดความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอใหคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพี่ คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย” หลังจากนั้นราดน้ำรดมือ รดเท้า

หลายครั้งต่อหลายครั้ง ที่เรามักจะได้ยินคำบอกเล่าจากพ่อแก่แม่เฒ่าว่า ไม่มีพรใดหรอกที่จะดีไปกว่าการได้รับพรจากพ่อแม่ และผ้าถุงแม่นี่แหละคือเครื่องรางชั้นดีที่มีที่เดียวในโลก เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ดู่ได้เล่าถึงการปลุกเสกของขลัง ไว้ว่า…

“พวกติดคุกติดตะรางหรือไอ้เสือทั้งหลายเหล่านี้ มักจะมีความสามารถทางคงกระพันชาตรี แล้วเกิดฮึกเหิมขาดศีลธรรม ทำให้เขาต้องประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทางไปในที่สุด บางคนไม่มีพระ ไม่มีคาถาอาคม ก็ยังสามารถรอดจากภยันตรายได้ เรื่องมีว่า มีคนเหนือไปทำงานแถบปราจีนบุรี ซึ่งมีพวกเขมรมาก และเกิดไปขัดใจกับพวกนั้น พวกเขมรนั้นเก่งทางทำของ ทำคุณไสย เขาก็ปล่อยมาให้เจ้าคนนี้ แต่ก็น่าแปลกใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้ จนในที่สุดคนทำของเกิดความสงสัยจึงไปถาม

เขาตอบว่า “ไม่มีเครื่องรางของขลังอะไรเลย คาถาอาคมก็ไม่มี แต่ก่อนจะนอนทุกคืนต้องกราบหมอน ไหว้พ่อไหว้แม่ เป็นเช่นนี้มิได้ขาด”

คนทำของจึงบอกว่า “คืนนี้แกอย่าไหว้พ่อ ไหว้แม่นะ ข้าจะปล่อยของแล้วจะแก้ให้”

เขาก็ทำตาม ตอนนี้เป็นเพื่อนกันแล้ว คืนนั้นก็ปล่อยของเข้าตัวได้ แล้วเขาก็แก้ให้ นี่ขนาดไหว้พ่อ ไหว้แม่นะ ทำให้จริงยังสามารถป้องกันตัวได้ หลวงปู่สอนให้พวกเรามีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และผู้มีพระคุณทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ ดังพุทธภาษิตว่า “นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา” ความกตัญญูกตเวทิตา เป็นเครื่องหมายของคนดี

***ความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณ

ทำนายความรัก จาก ข้อนิ้วโป้ง ของคุณ

0

ทำนายความรัก จากข้อนิ้วโป้ง ความยาวของแต่ละข้อนิ้วโป้งด้านขวา
ความเชื่อของแต่ละบุคคล ไม่เชื่ออย่าไปลบหลู่ ถ้าความเชื่อนั้นไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้คุณหรือใครๆ อย่างการทำนายทายใจต่างๆ นี้ บางคนเล่นด้วยความสนุก บางคนเล่นทำนายด้วยความเชื่อ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะเป็นอย่างคำทำนายนั้น บางครั้งคำทำนายก็ตรง บางครั้งก็ไม่ตรงแม้แต่นิดเดียว เรื่องธรรมดาจริงๆ

ทำนายความรัก จากข้อนิ้วโป้ง หรือ นิ้วหัวแม่มือ
แบบ A ช่วงล่างข้อนิ้วโป้ง ยาวกว่าช่วงบน
แบบ B ทั้งสองข้อ ยาวเท่ากัน
แบบ C ช่วงล่างข้อนิ้วโป้ง ยาวกว่าช่วงบน

ยกมือขวาขึ้นมา สังเกตลักษณะความยาวของนิ้วโป้ง

คำทำนาย

แบบ A ช่วงล่างข้อนิ้วโป้ง ยาวกว่าช่วงบน
ทำนายว่า คนที่อยู่ในแบบ A จะเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์และหลงใหลในความรักมาก เมื่อตกอยู่ในความรักกับคนใครสักคน มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนแบบ A นี้ ที่จะไม่สนใจงานและการเรียนในขณะที่อยู่ในมนต์แห่งความรัก และเรื่องบางเรื่องอาจจะทำให้คนแบบ A นี้แทบจะคลั่งได้กว่าคนทั่วไป เช่น ถ้าแฟนของเขาไม่รับโทรศัพท์ อ่านข้อความใน Line , Inbox แล้วไม่ตอบ

ซึ่งจุดนี้ที่คนแบบ A ต้องระวังความเป็นตัวเอง ไม่ระแวดระวังคนรักมากเกินไป เพราะอาจทำให้ความรักต้องจบด้วยการเลิกรา เพราะการไม่มีช่องว่างเว้นให้กันและกัน และคุณเองก็เสียสุขภาพจิตเองด้วย (ยกเว้นว่าคนรักของคนแบบ A จะชอบให้แฟนสนใจมาก ยิ่งตามติดยิ่งชอบ)

แบบ B ทั้งสองข้อ ยาวเท่ากัน
คนในแบบ B ว่ากันว่า มักจะเป็นนักวางแผน นักจัดกิจกรรมที่ดี และมักจะมีวิธีการที่เฉพาะเจาะจงเพื่อบรรลุให้ถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเกิดอะไร คนแบบ B จะเป็นคนที่สงบและใจเย็น เป็นคนที่มีเหตุผลในการตัดสินอย่างมาก ไม่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่

ข้อควรระวังก็คือ ด้วยบุคลิกเหล่านี้นี่เอง ที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ในความรักเป็นไปอย่างเชื่องช้า และนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในที่สุด

แบบ C ช่วงล่างข้อนิ้วโป้ง ยาวกว่าช่วงบน
คนแบบ C คุณเป็นคนซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ เป็นคนที่มีทักษะการสังเกตดีมาก มักจะคิดทบทวนสิ่งต่างๆ อย่างละเอียดก่อนทำเสมอ นี่จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชีวิตรักของพวกเขา ที่เมื่อเกิดเรื่องผิดพลาดใดๆ กับคนรัก กับความรัก คนแบบ C ก็มักจะยับยั้งความรู้สึกได้ดีกว่าคนแบบอื่นๆ และเมื่อได้ตกหลุมรักใครสักคนแล้ว พวกเขาจะให้ความสำคัญกับคนที่รักอย่างมาก แต่ไม่ได้หลงใหลคลั่งไคล้เท่าคนแบบ A

** เป็นบทความที่เพื่อนส่งต่อมาให้ และจับไม้บรรทัดมาวัดแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า ทำไมบางทีเหมือนข้อมือเท่ากัน บางทีเหมือนช่วงล่างยาวกว่าด้านบน มันแทบบจะเท่าๆ กันเลยก็มี T^T งั้นรวบข้อดีของ B กับ C ไว้ด้วยกันเลยนะ คิคิ .. คำทำนายนี้ขอให้อ่านและเล่นด้วยความสนุกนะคะ

ผมไม่มีวันส่งแม่ไปบ้านคนชรา “หนุ่มยอดกตัญญู” พาแม่ไปในทุกๆ ที่ที่เค้าไป เหตุผลน่ากราบหัวใจ

0

วันนี่เราจะพาเพื่อนๆ มาชมเรื่องราวชีวิตของหนุ่มสุดยอดกตัญญู ที่พาแม่ไปในทุกๆ ที่ที่เค้าไป เป็นเหตุผลที่น่ากราบหัวใจจริงๆ พร้อมเผยว่า “ผมไม่มีวันส่งแม่ไปบ้านคนชรา”

ในปัจจุบัน โลกมีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุไปอย่างไม่หยุดยั้งส่งผลให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปทำให้จิตใจมนุษย์ต่ำลง มีความเห็นแก่ตัว ไม่สำนึกบุญคุณ บุคคลที่มีคุณธรรมด้านความกตัญญูกตเวที จึงนับล้วนแต่จะมีจำนวนน้อยลง ความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ และบุคคลที่พึงอาศัยแต่ผู้อื่นอย่างเดียว

โดยผู้อื่นมาอาศัยตนเองไม่ได้ ผู้นั้นเป็นชีวิตที่ไม่ประเสริฐ ไม่มีคนยอมรับ หาความจริงได้ยากเพราะเป็นผู้เอาเปรียบโลกเป็นกาฝากของโลก ผลดีของการปฏิบัติตนเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เพื่อให้ชีวิตเรามีคุณค่าท่ามกลางความเจริญด้านวัตถุ เป็นคนที่มีแต่คนรักใคร่ชอบพอ อยากคบค้าสมาคมด้วย มีคนยกย่องสรรเสริญ

จึงควรปฏิบัติตนเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีโดยรู้จักเห็นคุณค่า สำนึกถึงผู้มีพระคุณ และรู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณ อย่างเรื่องราวของหนุ่มเซลส์ขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่แม่ของเขาป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ พาร์คินสัน เบาหวาน และอีกหลายๆโรค เขาต้องดูแลแม่ตลอด 24 ชั่วโมง ในแต่ละชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน เวลานอกงาน เราจะเห็นเขามีแม่อยู่ด้วยเสมอ

“ติ๊ก วิโรจน์ คงทองเลิศ” เซลส์หนุ่มขายอุปกรณ์ไฟฟ้าวัยกลางคน อาชีพของติ๊กทำให้เขาต้องเดินทางบ่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ติ๊กอาศัยอยู่กับแม่ วัย 77 ปี ในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง แถวพระราม 3 หลังจากที่แม่ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ พาร์คินสัน เบาหวาน และอีกหลายๆ โรค เขาต้องดูแลแม่ตลอด 24 ชั่วโมง ในแต่ละชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน เวลานอกงาน เราจะเห็นเขามีแม่อยู่ด้วยเสมอ

ติ๊กต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง และยอมเสียโอกาสอะไรหลายๆอย่างในชีวิต …และต้องจัดการกับข้อจำกัด เงื่อนไข และอุปสรรคต่างๆ เพื่อที่เขาจะบริหารจัดการชีวิตให้ทำหน้าที่ ‘ลูก’ ได้อย่างเต็มที่

ติ๊ก เล่าว่า เมื่อปี 2555 อยู่ดีๆแกก็อ่อนแรงไป ทำให้เดินไม่ได้ ก็เลยนอนติดเตียง ผมเห็นสภาพแบบนั้นก็เลยทนดูไม่ได้ ก็คิดว่าเราปล่อยไว้อย่างนี้ ปล่อยไปตามธรรมชาติของชีวิต โดยที่เราไม่ไปฝืนชะตามันเลย ทุกวันนี้ผมก็ยังนึกสภาพไม่ออกว่า แกจะแข็งแรงได้อย่างนี้มั้ย

เมื่อก่อนก็ใช้ชีวิตไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันขนาดนี้ แต่ก็ดูแลกันแต่หลังจากที่พ่อเสียไป มันก็เหลือคนที่ผมรักที่สุดแค่คนเดียว ปัจจุบันก็ 3 ปีแล้วที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอด ไปไหนมาไหน เข้าประชุมหรือไปพบลูกค้า ก็ไปด้วยตลอด ขอชื่นชมจากใจจริงๆ ค่ะ

“แม่ครับ ผมอุ้มแม่ได้มั้ย” ข้าราชการหนุ่ม โพสต์ซึ้งถึงแม่ ทำน้ำตาซึมกันทั้งโรงพยาบาล

0

วันนี้เรามีเรื่องราวน่าประทับใจมาให้อ่านกัน เรื่องราวนี้ที่อาจจะทำให้ใครหลายๆ คน ถึงกับต้องน้ำตาซึมได้เลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 62 ได้มีสมาชิกเฟสบุ๊ก ”Torsak Sukvimol” หรือ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ได้ออกมาแชร์เรื่องราวว่า…

แม่ป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล จากที่หมอบอกมา อาการป่วยของแม่หนักมาก และแม่ก็ดูซูบผอมไปมาก เหมือนกับต้นไม้ในหน้าแล้ง ผอมแห้งซูบเซียว ผมของแม่เต็มไปด้วยหงอกสีขาว นอนอยู่บนเตียงเล็กมีผ้าห่มสีขาวของโรงพยาบาลห่มอยู่ แม้ผมจะนั่งอยู่ที่นี่ แต่ยังคงห่วงงานที่บริษัท ผมรับโทรศัพท์ครั้งแล้วครั้งเล่า…

หากลูกงานยุ่งก็กลับไปเถอะ ที่นี่มีพยาบาลดูแล แม่พูดขึ้นมา ไม่มีอะไรครับแม่ ผมไม่ยุ่งผมบอกออกไป ทั้งๆ ที่ใจอยากจะกลับไปเคลียร์งาน แต่สายตาของแม่ปิดผมไม่ได้หรอก แม่อยากให้ผมอยู่ด้วย ผมเป็นลูกคนเดียวของบ้าน พ่อก็ตายจากไปแล้ว แม่ไม่ได้แต่งงานใหม่ เลี้ยงผมจนโตไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้แม่ต้องการผม ผมจะทิ้งแม่ไปได้อย่างไร แม้การอยู่ที่โรงพยาบาลในหนึ่งวันจะต้องสูญเสียรายได้ไปหลายแสนก็ตาม

แม่ต้องตรวจเช็คอาการหลายอย่าง และผมต้องอุ้มแม่นั่งรถเข็นเพื่อไปตรวจเช็คที่ห้องปฏิบัติการ เพราะแม่ผอมแห้งจนเดินเองไม่ได้ ครั้งแรกที่ผมได้อุ้มแม่ ตอนที่ก้มตัวลงไปอุ้มนั้น ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ผมเคยอุ้มลูก อุ้มภรรยา แต่ผมไม่เคยอุ้มแม่เลยสักครั้ง ไม่เคยคาดคิดว่าแม่จะตัวเบาอย่างนี้ น้ำหนักไม่ถึง 40 โล แม่ผอมจนเห็นกระดูก ดูแม่จะค่อยข้างวิตก

อุ้มแม่ไหวไหม? แม่ถามขึ้นมา ดูเหมือนแม่จะไม่อยากให้ผมอุ้ม เพราะระหว่างแม่ลูก ผมไม่เคยอุ้มแม่เลย แต่คนไข้อื่นๆ และญาติที่มาเยี่ยมรอบๆ ต่างก็พูดสรรเสริญว่า “คุณโชคดีจังเลย มีลูกกตัญญู ให้ลูกอุ้มเถอะ รู้สึกยังไงบ้าง? ดูเหมือนแม่น้ำตาคลอ ผมก็รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างมาอุดอยู่ในอก

จึงรีบอุ้มแม่ไปที่ห้องปฏิบัติการ มือของแม่จับผมไว้แน่น แม่คงรู้สึกกลัว ผมรู้ แม่คงไม่อยากให้ผมลำบาก แต่ต่อให้อย่างไรก็ตาม แค่นี้มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำกับสิ่งที่แม่เลี้ยงดูผมมา

ผมคิดเสมอมาว่าแม่แก่แล้ว หาสิ่งอำนวยความสะดวกให้แม่ก็พอแล้ว ส่วนความรักความเอาใจใส่นั้น ยกให้ลูกและภรรยา ภรรยามักจะอ้อนให้ผมอุ้มอยู่บ่อยๆ ภรรยาของผมสมบูรณ์และหนักกว่าแม่มาก แต่เมื่อวันนี้ผมได้อุ้มแม่ ถึงรู้ว่า แม่ก็ต้องการอ้อมกอดของผมเช่นกันในเดือนนั้น ผมอุ้มแม่ไปๆ มาๆ จนสุดท้ายแม่ก็เดินได้เอง ตั้งแต่วันที่ผมได้อุ้มแม่ จากนั้นเป็นต้นมา ระหว่างผมกับแม่ก็มีการสื่อสารกันมากขึ้น

แม่เล่าเรื่องตอนที่ผมเป็นเด็กให้ฟัง ผมปิดมือถือเมื่อมาอยู่กับแม่ ฟังแม่เล่าเรื่องความซนของผมเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก อาการป่วยของแม่ดีวันดีคืน คุณหมอบอกว่า คนไข้ประเภทนี้สามารถฟื้นตัวได้ขนาดนี้เรียกได้ว่าปาฏิหาริย์
ไม่นานเท่าไหร่ แม่ก็ออกจากโรงพยาบาล ผมเริ่มกลับไปยุ่งกับงานเหมือนเดิม

แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ ทุกวันอาทิตย์ ผมจะต้องกลับบ้านไปหาแม่ และสิ่งที่ผมทำเป็นสิ่งแรกเมื่อถึงบ้าน ก็คือกอดแม่และอุ้มแม่ เพราะผมรู้ว่าแม่ไม่ได้ต้องการเงินทอง แต่แม่ต้องการความรักความเอาใจใส่จากลูก การกอดและการอุ้มแม่เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับผม

อ้อมกอดของลูก คือของขวัญสุดวิเศษที่แม่ได้รับในวัยชรา ที่เงินทองก็หาซื้อมาไม่ได้” แม่บอกกับผมในคืนส่งท้ายปีเก่า พูดเสร็จแม่ก็ร้องไห้ออกมา ลูกชายของผมเข้าไปกอดย่าและบอกว่า “ย่าครับ หนูก็อยากกอดย่าเหมือนกัน” ภรรยาของผมก็เข้ามากอดแม่และพูดว่า “แม่คะ หนูก็อยากกอดแม่เหมือนกันค่ะ”

นั่นเป็นอาหารคืนส่งท้ายปีที่อิ่มใจเป็นที่สุดสำหรับผม จากนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้ว่า ความรักนั้นไม่ต้องพรรณนาให้มากมาย แค่เพียงกอดแม่ก็เพียงพอแล้วหากแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ คุณลองกอดหรืออุ้มแม่ดูนะครับ แม่ครับ ผมขออุ้มแม่นะครับ

ค้นกระเป๋าดูเลย แบงค์ 20 ที่นักสะสมต้องการ ใบเดียวมีมูลค่าถึง 220,000 บาท

0

ใครว่าแบงค์ 20 ก็คือแบงค์ 20 ในปัจจุบันมี ธนบัตรบางใบ ที่เราเห็นว่ามันมีตำหนิ เหมือนจะไม่มีราคา ที่ไหนได้ กลับอาจจะมีมูลค่าขึ้นไปถึงหลักแสนบาทกันได้เลยทีเดียว และสำหรับใครที่มีอยู่ครอบครองในตอนนี้และอยากจะปล่อยขายลองติดต่อสอบถามได้ที่ facebook ร้านปาหนันจิ่วเวอร์รี่

วันนี้เรามีตัวอย่างการดูธนบัตรที่ มีมูลค่ามากกว่าราคาที่แสดงอยู่บนธนบัตรนั้นมาให้ชมกัน

ชนิดราคา 10 บ.ไม่มีตัวเลข และไม่มีลายเซ็น ราคา 110,000 บาท

ชนิดราคา 20 บาท เลขแดง ราคา 220,000 บาท

ชนิดราคา 20 บาท เลขแดง มีรอยคราบน้ำ ราคา 72,000 บาท

ชนิดราคา 5 บาท 94 ฉบับ เลขเรียงบางส่วน ราคา 52,000 บาท

ชนิดราคา 10 บาท เลขดำ ราคา 35,000 บาท

นี่คือผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ “หลวงตามหาบัว” มาเผาศพด้วยตัวท่านเอง พอรู้สาเหตุ ช่างเป็นบุญของลูกในชาตินี้

0

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(3 ส.ค. 55) มีโอกาสได้ไปกราบพระอาจารย์ญาณะ ท่านเมตตาเล่าเรื่องหลวงตามหาบัวให้ฟัง ฟังแล้วจะร้องไห้ต่อหน้าท่านเลย ซาบซึ้งมาก ถ้าจำไม่ผิด ท่านบอกว่าหลวงพ่อทุยเล่าให้ท่านฟังมาอีกต่อหนึ่ง (ไม่รู้ว่ามีลงในหนังสือเล่มไหนรึเปล่า น่าจะมี แต่ยังหาไม่เจอครับ) จึงขอบันทึกไว้เผื่อลืม ถ้าจำผิดพลาดตรงไหน ก็กราบขอขมาครูบาอาจารย์ครับ (แต่ใจความไม่ผิดแน่)

คือปกติหลวงตาจะไม่ไปงานศพโยม แต่มีคราวหนึ่ง เป็นครั้งเดียวที่ท่านไป เป็นงานศพโยมผู้หญิงคนหนึ่งที่ช่วยงานที่บ้านตาดมาโดยตลอด ท่านเล่าภายหลังว่า สมัยหนุ่มๆ (เมื่อยังไม่บวช) ท่านเคยหลงรักผู้หญิงคนนี้มาก และคิดจะแต่งงานด้วย แต่พอดีได้บวชและเจอครูบาอาจารย์ดี ก็ปฏิบัติจนบรรลุพระนิพพานไปเลย แล้วก็กลับมาดูแลวัดป่าบ้านตาด ผู้หญิงคนนั้นก็แต่งงานมีสามีแล้วกลับมาช่วยที่วัดนี้ด้วย

ท่าน(ในที่นี้คือ หลวงตามหาบัว)เล่าว่า โยมคนที่ตายนี้ เคยเป็นภรรยาท่านมาถึง 27 ชาติ และทุกชาติ เธอก็จะตายก่อนเสมอ และท่านก็ต้องมาเผาศพเธอทุกชาติไป แต่มาในชาตินี้ ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายของหลวงตาแล้ว หลวงตาพูดตอนมาทำฌาปนกิจศพโยมคนนี้ว่า “เราจะมาเผาแกเป็นครั้งสุดท้าย”

ไม่รู้ทำไมฟังพระอาจารย์เล่าแล้วมันตื้นตันใจบอกไม่ถูก ทำให้เห็นโทษเห็นภัยในสังสารวัฏว่า “เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น” แต่สำหรับพระอรหันต์ผู้นิรทุกข์แล้ว ท่านเป็นผู้ “อนาลโย” ไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่นิดเดียว นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา สาธุ

“รอยพญานาค” โผล่ท้ายกระบะ หนุ่มสุดศรัทธาเชื่อ “พ่อปู่” มาโปรดโชคถึงบ้าน

0

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 62 ทางผู้ใช้เฟซบุ๊ก สร้างฝัน นำกันบ่‎‎ ได้โพสต์เผยแพร่ลงบนกลุ่มสาธารณะ หนุ่ม หนองคาย‎ หลังพบรอยประหลาด คล้ายพญานาคโผล่บนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน 6482 จังหวัดหนองคาย ชาวบ้านที่ทราบข่าวจึงเดินทางไปกราบไหว้ขอโชคลาภ พ่อปู่แม่ย่า จึงเชื่อว่าท่านอาจจะมาให้โชคจึงโพสต์แบ่งปัน พร้อมระบุข้อความว่า…

“ความจนมันให้คนทำได้ทุกอย่างพึ่งใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งสิ่งนี้ (ความเชื่อส่วนตัว) เม๊นได้แต่อย่าแรง”

ต่อมาจึงเป็นที่ฮือฮากันมากทำเอาบรรดานักเสี่ยงโชคที่ทราบข่าวเดินทางมาพากันส่องหาดูเลขเด็ดภายในบริเวณดังกล่าวและได้ตามใจต้องการ คือ 6482 หากตีเป็นเลขเด็ด 64 , 82 , 48 , 68, 24 , 62 เพื่อจะนำไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 1 เมษายน 62 ที่จะถึงนี้ เพราะเชื่อว่า พ่อปู่แม่ย่า อาจจะให้โชคใหญ่

สาวค่าตัว 400 ล้านแต่ใส่ รองเท้าหลักร้อย ขับแต่รถจักรยานไฟฟ้าไปทำงาน

0

เป็นเรื่องราวของดาราสาวจีน วัย 30 ปี ท่านหนึ่ง เธอชื่อ จ้าว ลี่ หยิ่ง (Zhao Li ying) จากเมื่อก่อนเธอไม่เคยมีใครรู้จัก แต่ปัจจุบันเธอโด่งดังมากมาย และนี่ก็เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เธอได้รางวัล ราชินีหน้าจอ ภาคฤดูร้อน โดยการแสดงของเธอในตอนมีรายได้กว่า 700,000 บาท นี่แสดงว่า การถ่ายละครหนึ่งเรื่องของเธอก็สามารถซื้อบ้านได้ 1 หลังแล้ว

เมื่อปี 2015 จ้าว ลี่ หยิ่ง เธอได้ถือหุ้นจำนวน 1,418,700 หุ้นกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่ 14 ของ Hai Run Movies & TV Production บริษัทจำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในบรรดาดาราก็คือ ดาราสาว Sun Li

เมื่อไม่นานมานี้เอง ก็มีการจัดอันดับ จ้าว ลี่ หยิ่ง ก็มีค่าตัวสูงถึง 390 ล้าน กลายเป็นดาราที่มีค่าตัวสูงที่สุดในประเทศจีน

โดยแฟนคลับของเธอก็ออกมาเผยว่า ตั้งแต่แอบถ่ายรูปเธอมา ไม่เคยเห็นเธอใช้กระเป๋าแบรนด์เนมเลย แต่นี่คือเรื่องจริง เพราะในความเป็นจริงเราจะคุ้นตาที่จะเห็นดาราดังๆใส่เสื้อผ้าที่หรูๆ มีราคาไม่หลักพัน ก็หลักหมื่น แสน ล้าน แต่จ้าว ลี่ หยิ่ง ทั้งชุดของเธอราคาแค่หลักร้อยเกือบพันเท่านั้น ซึ่งหลายๆครั้งที่เธอได้ไปออกรายการ เธอก็มักจะใส่ชุดที่ทางรายการจัดให้

ขนาดมีข่าวว่าเธอจะไปขึ้นเครื่องบิน จ้าว ลี่ หยิ่ง ก็ไม่เหมือนดาราคนอื่นที่ต้องเลือกที่นั่งเฟิร์สคลาส แต่กลับมายืนเข้าแถวเหมือนคนธรรมดาทั่วไปในที่นั่งชั้นประหยัด จะเห็นได้ว่าเธอนั้นไม่ได้ทำตัวแตกต่างจากคนธรรมดามากนักเลย ทีมงานยังบอกว่า ในตอนที่เธอถ่ายละคร เธอเป็นคนติดดินมาก เธอทานอาหารธรรมดาๆ เท่านั้น

หลายคนคงรู้ว่าเธอมีเท้าที่เล็ก ทำให้ทีมงานหาเบอร์รองเท้าขนาดของเธอยากมาก

ทั้งๆที่เธอมีรายได้มากมายขนาดนี้ ทำไมไม่สั่งทำรองเท้าขนาดเบอร์พิเศษของเธอไปเลย แต่เพราะเธอต้องเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ ออกงานแต่ละทีรองเท้าก็ไม่เหมือนกัน หากจะต้องสั่งทำก็น่าเสียดาย ที่จะใส่ได้แค่ ครั้งสองครั้ง ทำให้เธอคิดว่าเปลืองเงินไม่สั่งทำ

มีคนถามเธอว่า “ในปีๆหนึ่งเธอสามารถทำรายได้มากมาย ทำไมถึงได้ประหยัดขนาดนี้? จำเป็นต้องประหยัดขนาดนี้เลยหรอ? แล้วเงินที่หาได้ไปไหนหมดแล้ว?”

จนกระทั่งในงานเลี้ยงการกุศล BAZAAR ปี 2017 (เป็นงานเลี้ยงของดาราที่ร่วมกันทำกุศล) ทำให้แฟนคลับหลายคนเข้าใจแล้วว่า ทำไม จ้าว ลี่ หยิ่งถึงไม่มีเงินไปซื้อรองเท้า เสื้อผ้าแพงๆ ,นั่งเครื่องบินราคาแพง,สั่งทำรองเท้าขนาดพิเศษ นั่นเป็นเพราะว่าเธอเอาเงินไปทำกุศลเป็นส่วนมาก โดยเธอบริจาคครั้งละกว่า 3,500,000 บาท (ยังมีครั้งอื่นที่ไม่ได้ออกข่าวอีก) แต่ไม่เคยบอกต่อสื่อหรือให้สัมภาษณ์ที่ใดมาก่อนเลย จนกระทั่งมีคนจ้องอยากรู้เรื่องราวของเธอและมาพบว่ากุศลในครั้งนี้

ก่อนที่เรื่องการทำดีของเธอจะดัง เธอก็บริจาคให้ครอบครัวของหน่วยดับเพลิงที่เสียสละเพื่อประชาชนในครั้งแรกบริจาคไปมากกว่า 2,500,000 บาท หลังจากที่เธอโด่งดังเป็นพลุแตกเธอก็ยังบริจาคเงินให้กับหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของตนเองเพื่อสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน แต่ก็เก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้เงียบโดยที่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งนักข่าวต่างสงสัยว่าทำไมเธอถึงประหยัดขนาดนี้

เรื่องราวทั้งหมดรู้จากเพื่อนในหมู่บ้านที่ถ่ายรูปมาขอบคุณเงินที่เธอบริจาค จนกลายเป็นเรื่องที่ทำให้นักข่าวไปขุดคุ้ยและสืบมาได้ เธอยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินเพื่อทำความดี เธอไม่ค่อยขับรถหรูออกมา มีแต่ขี่รถจักรยานไฟฟ้า ส่วนรถยนต์ก็จะมี รถบ้าน GMC RV และรถยนต์หรูหรา Mercedes-Benz G-class เมื่อเทียบกับรายได้ของเธอที่ตอนนี้ขึ้นถึง 400 ล้านแล้วนับว่าไม่ได้มีรถอะไรมากมายเลย คนในกองถ่ายเข้าใจดีว่า โดยส่วนมากจะชอบเห็นเธอขี่รถจักรยานไฟฟ้ามาถ่ายละคร แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ๆเธอก็จะมีคนช่วยขับรถ หรือบางทีก็ขับรถมาเอง

โดยนักข่าวบอกว่ารายละเอียดการบริจาคของเธอนั้นหายากมาก เพราะเธอบริจาคเป็นความลับ และคิดว่าเงินที่เธอนำไปทำกุศลนั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ขอนำเสนอเท่าที่หามาได้ก่อน

ส่วนตัวเธอไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องการบริจาคหรือการทำกุศล เธอค่อนข้างจะเก็บเรื่องแบบนี้ให้เป็นความลับ ทำให้นักข่าวไม่ได้บทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเธออีกเลย