หน้าแรก บล็อก หน้า 4

หล่อและแสนดีจริงๆ หนุ่มเผยนาทีช่วยเหลือ น้ำใจงามที่สุด

0

เป็นหนุ่มที่เก่งและหล่อมากๆเขาตัดสินใจไวมากในการช่วยเหลือคนเขาบอกว่าเขาชื่อณัฐพล มัคสิงห์ หรือ นัท เรียนที่คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาบัญชีบริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันนั้นเขาไปร้านอาหาร เมื่อผ่านมาถึงบริเวณศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ตนพบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเปิดกระจกรถยนต์ขอความช่วยเหลือ ขอให้ตนช่วยพาลูกที่ป่วยไปส่งโรงบาลที่ใกล้ที่สุด

เธอร้องไห้และบอกว่าน้องกำลังอาการไม่ดีแล้วตนจึงบอกให้คุณแม่รีบพาน้องขึ้นรถด้วยความที่ตนไม่ชินเส้นทาง ตนจึงเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขออนุญาตขี่ย้อนศรพาเด็กไปส่งที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพราะตอนนั้นรถติดหนาแน่นมากจนไม่สามารถขยับรถได้ถ้าหากรอรถโรงบาลน้องอาจไม่อยู่กับพวกเราแล้วแน่ๆ

เขายังเผยอีกว่า หลังจากนั้นตนก็ค่อนข้างง ไม่รู้ว่าจะไปร้านอาหารอย่างไรเพราะไม่รู้เส้นทางล่าสุดตัวเองได้พูดคุยกับคุณแม่ของน้องแล้ว นก็สบายใจที่รับรู้ว่าน้องปลอดภัยดีคุณแม่ก็ขอบคุณตนส่วนตนเองก็ยอมรับว่ารู้สึกดีใจที่คุณแม่น้องออกตามหา และรู้สึกขอบคุณที่ได้รับเสียงชื่นชม ตนก็อยากฝากไปถึงหลายๆ คนที่อาจพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ตนอยากให้เข้าช่วยเหลือ เพราะสิ่งสำคัญคือช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งรอดปลอดภัยได้

เขาคือที่สุดจริงๆน้ำใจงามแถมยังหล่อและน่ารักอีก เขาเป็นคนที่สังคมต้องการคนแบบนี้ละที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นเน็ตไอดอลตัวจริง

ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อาชีพเสริม “เเพนเค้ก” เป็นเกษตรกร ปลูกผักทำสวน

0

สวัสดีตอนเที่ยงจ้าวันนี้เรามีเรื่องราวของดาราสาวสวยสุดน่ารักหรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อเเพนเค้ก เขมนิจ นักเเสดงนางเอกชื่อดังในวงการบันเทิง ที่ได้มีผลงานมากมายให้เราได้ติดตามเสมอนอกจากนนี้เเพนเค้กยังเป็นคนที่ชอบทำเกี่ยวกับเกษตรอีกด้วย พอได้มีโอกาสหาที่ได้จึงลงทุนซื้อที่ดินประมาณ 3 ไร่กว่าในจังหวัดสุรินทร์เพื่อมาทดลองทำในสิ่งที่ตนเองชอบนั้นก็คือการทำเกษตรนั้นเองเเถมยังทำร่วมกับมูลนิธิกรรมธรรมชาติอีกด้วย เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นยังไงเชิญติดตามได้เลยจ้า

เเถมเเพนเค้กได้เล่าให้ฟังด้วยว่า ตนเองเริ่มมีโอกาศได้ร่วมงานในโครงการจัดการน้ำในช่วง ปี 54 ที่ผ่านั้นเอง ที่น้ำได้ท่วมเยอะๆ เราก็เลยได้เกิดโครงการนี้มานั้นเอง เกี่ยวกับการจัดการลุ่มเเม่น้ำป่าสักที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชทรงตรัสไว้ว่าลุ่มเเม่น้ำที่จัดการยากที่สุด ก็มีเครือข่ายพามาร่วมโครงการกัน เราก็เป็ดศิลปินดาราที่ได้เข้ามาร่วมด้วย

ในทางช่วงปีเเรกๆนั้น ก็รู้สึกว่าเราเป็นคนปลานน้ำ เป็นคนกรุงเทพจะจัดการอะไรยังไงได้บ้าง ก็เลยมาปรับสมดุลในเรื่องธรรมชาติ ตอนนี้อยู่ภูเขาเพชรบูรณ์ที่ควรจะอุดมสมบูรณ์ก็กลายเป็นภูเขาหัวโล้นหรือถูกตัดต้นไม้หมดเเล้ว ก็มีโครงการที่เกิดขึ้นจากการทำดินหลุมครก

เหมือนเวลามีน้ำมาก็ช่วยกันกักเก็บน้ำได้ เเบ่งปันให้คนอื่นได้ด้วยอีก เเพนเค้กไปมา 3 ปีอิ่มมาก นำในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตเราได้จริงๆ เราไปเเถบสระบุรี เพชรณ์ ลุ่มน้ำป่าสักที่เกิดปัญหาเยอะๆที่เราเห็นกันบ่อยๆ ปลูกป่าปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองไม่กลัวเเดดไปเลยคนอะไรจะน่ารักแบบนี้

ตอนเเรกเกิดไปเดียของพระอาจารย์สังคมที่ร่วมโครงการด้วย ตอนนี้ท่านอยู่ที่ จ. สุรินทร์ ท่านเลยมักถามเเพนเค้กกับพี่บอยบ่อยๆ สนใจไหมที่จะมาซื้อที่นาของเราเเล้วเราทำเป็นพื้นที่ของตัวเอง ให้เกษตรกรชาวนา หรือใครที่ยังมองไม่ออกให้ได้มาลองดูกัน เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ดีมากเลยได้ลงมือทำกัน

อาจจะมีการเเชร์พื้นที่สัดส่วนที่ทำให้มันสมดุลกันไปให้น้ำได้ไหลหล่อเลี้ยงเข้าไปหมด การทำผ่า 3 อย่างให้ประโยชน์ 4 อย่างทำให้เราเหมือนมีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ในบ้านของเราเอง มันเป็นเกษตรพอเพียงที่น่าสนใจมาก ก็เลยริเริ่มลงมือทำ

ปัจจุบันเเพนเค้กได้ทำเกษตรมาเป็นเวลาทั้งหมด 2 ปีเเล้ว จากเดิมทีเป็นพื้นที่เเห้งเเล้งมานานมาก ก็ค่อยๆลงต้นไม้มากขึ้นก็จะมีชาวบ้านคอยช่วยดูเเลให้เรา ตอนกลับไปครั้งล่าสุดก็อุดมสมบูรณ์มากขึ้นมาเรื่อยๆ เเละเราก็เก็บผลผลิตจากข้าวไปขายมาครั้งนึง ทุกอย่างเป็นเกษตรอินทรีย์หมดเลย ล่าสุดได้เริ่มปลูกกล้วยเพิ่ม บรรยากาศดีมาก ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ครอบครัวของเเพนเค้กรักมาก กลับมาดูเเลมันอุดมสมบูรณ์ขึ้นเยอะ

นอกจากนี้ยังมีพี่ๆ เกษตรกรจากจังหวัดร้อยเอ็ดมาดูงานเเละช่วยกันดูเเลทีนาของเเพนเค้กอีกด้วย เเละอยากให้คนในพื้นที่ได้เป็นการทำงานเกษตรเเบบเเพนเค้กเพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ตัวเองให้ได้มากขึ้น เเละเพิ่มผลผลิตมากขึ้นอีกด้วย

มอบให้แม่ทุกเดือน เพราะผลที่ได้รับคุ้มค่ามาก อยากเจริญให้ทำเลย

0

อาจารย์ของผมท่านได้ให้เงินเดือนพ่อและแม่เดือนละ 1,000 บาท เป็นประจำทุกเดือน ผมสงสัย? ทำไมต้องให้เงินพ่อแม่ เดือนละ 1,000 บาท? ในเมื่อแม่ก็อยู่บ้านหลังเดียวกับอาจารย์อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับท่าน อาจารย์ก็จัดการทั้งหมดอยู่แล้ว วันหนึ่งสบโอกาศ ผมจึงตัดสินใจถามอาจารย์ว่า

“อาจารย์กำลังทำอะไรครับ?” อาจารย์ตอบว่า

“ผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่…ผมต้องจ่ายค่าแม่ครัว คนขับรถ คนสวน ค่าใช้จ่ายในบ้าน และให้แม่อีกเดือนละ 1,000 บาท… ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมันไม่ค่อยสัมพันธ์กัน ต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง”

ผมเลยบอกว่า “เงินเดือนที่ให้แม่ 1,000 ตัดได้นี่ครับ…อาหาร 3 มื้อ อาจารย์ ก็จัดให้ท่านเรียบร้อย เสื้อผ้าก็ซื้อให้ใหม่ปีละ 3 ชุด ไม่สบาย อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้ คุณแม่ตาบอดไม่ได้ไปไหน ฉะนั้นเงินเดือน 1,000 นี่ ตัดได้ครับ”

อาจารย์บอกว่า “ตัดไม่ได้เด็ดขาด 1,000 บาทนี่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเงินสำหรับเลี้ยงหัวใจแม่!”

ผมฟังแล้วสะอึก! “เงินเลี้ยงหัวใจแม่”…พวกเราเคยได้ยินไหมครับ?

อาจารย์บอกต่อ หัวใจต้องการอาหาร ที่มาหล่อเลี้ยงให้เอิบอิ่ม เบิกบาน เป็นสุข…คุณลองนึกดู คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่เป็นยังไง? หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉาเหมือนดอกไม้ยามเย็น ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะรู้ พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยวๆ ยังไงชอบกล ไม่มีเงินค่ารถ ค่าอาหาร..ซื้อข้าวสาร.มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน แม่อยู่กับเราก็จริง แต่ถ้าแม่ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่ หัวใจท่านเหี่ยว พอถึงวันเงินเดือนออก ทุกคนหน้าบานเหมือนดอกไม้ยามเช้า จิตใจสดชื่นเบิกบาน มีความสุข รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส สั่งกาแฟยังเสียงดังฟังชัด!

ทุกสิ้นเดือนพอเงินเดือนออก ผมเข้าไปสวัสดีแม่ บอกแม่ว่า วันนี้เงินเดือนออกครับ ผมเอาเงินใส่มือแม่ 1,000 บาท แม่ก็ให้พรเเล้วเก็บเงินไว้ใต้หมอนไว้อย่างมีความสุข

1,000 บาท เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร? วันหนึ่งน้องของอาจารย์พาภรรยาไปคลอดลูก คุณแม่ก็ซื้อทองให้หลานด้วยเงิน 1,000 บาท ที่เก็บสะสมไว้ ท่านกอดหลานสาว. สวมสร้อยให้พร้อมให้พร พอเด็กคนนี้โตพอพูดได้ มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใครซื้อให้ เด็กก็จะตอบว่า “คุณย่าซื้อให้” ชี้มือไปที่คนตาบอด คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน คือ คุณย่าไม่ใช่พ่อแม่ เพราะเงิน1,000 บาทนี่ทำให้คนตาบอด ดูน่าเกรงขราม ถ้าคุณแม่ไม่มีเงิน จะรับขวัญหลานได้อย่างไร ? เห็นไหมครับ ?

ไม่ใช่ว่าพอโตขึ้น มีคนถามว่าคนนี้เป็นใคร เด็กบอกว่ายาย แก่ตาบอด ที่มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่ เห็นหรือยังคุณว่าเงินเดือน 1,000 บาทนี่ทำให้คนแก่ตาบอดมีคุณค่าขึ้นมาได้

วันดีคืนดี แม่ครัวล้างชามเสร็จ คุณแม่ก็บอกให้มานวดขาให้ แม่ครัวหน้ามุ่ยทำงานเหนื่อยยังต้องมานวดให้อีก นั่งขยำๆ คว่ำหน้า พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 100 บาทแม่ครัวยิ้มหน้าบาน ยกมือไหว้ ขอบคุณค่ะ วันรุ่งขึ้นพอล้างจานเสร็จ รีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ วันนี้นวดอีกไหมคะคุณย่า? เห็นไหมเงินเดือน 1,000 บาท ที่เราให้แม่ของเรามีฤทธิ์ขึ้นมา ได้มีคนมายกมือไหว้ มีคนมาปรนนิบัติ มีคนมานวดให้ ถ้าไม่มีเงินเดือน 1,000 บาท นี้แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร?

บันไดไปสวรรค์ด้วยเงิน 1,000 บาท วันหนึ่ง กำนันมาที่บ้านอาจารย์หารือจะปรับปรุงห้องน้ำวัดที่ ชำรุดทรุดโทรม แม่อาจารย์ได้ยินกวักมือเรียกอาจารย์ แล้วคุณแม่ยกหมอนขึ้น นับเงินมา 5,000 บาท บอกเอาไปให้กำนันปรับปรุงห้องน้ำ เห็นมั๊ยว่าเงินเดือน 1,000 บาทที่เราให้ เป็นบันไดพาแม่ไปสวรรค์…..นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือแม่จะได้ทำบุญไหม?

พอกำนันรับเงินเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป ลุงแก่ๆบ้านโน้นก็กำลังเก็บผ้าอยู่ในบ้าน กำนันตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างส้วมไหมลุง? ลุงข้างบ้านตอบ “ลุงไม่มีเงินหรอก ลุงอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทันจะขอเงินเขาทำบุญ” เพราะลูกเค้าไม่ได้ให้เงินเดือนลุง ลุงคนนี้เป็นเพียงแค่คนเก็บผ้าของลูกๆ ลุงคนนี้ไม่มีเงิน เพราะลูกเอามาเลี้ยงเอาไว้คอยเก็บผ้า!

เป็นยังไงบ้างครับ..เห็นอิทธิฤทธิ์ของเงิน 1,000 บาท…“เงินเลี้ยงหัวใจแม่” แล้วหรือยังครับ

วันนี้เราให้ “เงินเลี้ยงหัวใจแม่” แล้วหรือยัง ?

บทสวดมนต์ แบบสั้น สวดทุกวัน ช่วยหนุนนำชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง

0

เรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิต และประเพณีอันดีงามของไทย และชาวพุทธ ที่มีมาตั้งแต่ช้านาน โดยเฉพาะการสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ที่เราต่างถูกปลูกฝังจากผู้หลักผู้ใหญ่ให้หมั่นสวดมนต์ทุกคืน เพื่อช่วยทำให้กรรมดีหนุนนำให้ชีวิตมีแต่ความสุขความเจริญแก่ผู้สวด อีกอย่างคนไทยเรายังมีความเชื่อว่าการสวดมนต์ภาวนาและหมั่นทำแต่กรรมดีนั้นจะทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ เห็นผมชีวิตดีขึ้นมาทันตาเห็น ไม่ต้องพึ่งดวงชะตา

• อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ 1 ครั้ง)

• สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ 1 ครั้ง)

• สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ 1 ครั้ง)

• พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ ขอให้ข้าพเจ้ามีเดชเดชะ ธัมมะบูชา มะหาปัญญะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาอันยิ่งใหญ่

• สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ขอให้ข้าพเจ้าอุดมด้วยอริยสมบัติ ติโลกะนาถัง ระตะนัตตะยัง อะภิปูชะยามิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งของโลกทั้งสาม (31 ภพภูมิ)

• วันทามิเจติยัง สัพพัง สัพพัฏฐาเน สุปติฏฐิตัง สารีริกะธาตุ

• ขอบูชากราบไหว้พระสถูปซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกะธาตุตามที่ต่างๆ มะหาโพธิง ชินะโยจะ พุทธะรูปัง สะกะลังสะทา ขอบูชากราบไหว้พระพุทธรูปทุกพระองค์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้

บทสวดสั้นง่ายต่อการจดจำ หมั่นสวดทุกวันดีต่อใจ พระรักษาและเทวดาคุ้มครอง สาธุ

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุขเถิด

อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์

อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีเวร

อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความพยาบาทเบียดเบียน

อะหัง อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ไม่มีความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิฯ ขอให้ข้าพเจ้า จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญฯ

คำแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพญาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นนี้เทอญฯ

ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านสวดบทสวดมนต์นี้ทุกๆวัน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เพื่อความเจริญรุ่งเรื่อง มีสติและสมาธิต่อหน้าที่การงานและการใช้ชีวิต ขอให้ท่านแชร์บทสวนมนต์นี้ให้ผู้อื่นเห็นเป็นบุญกุศลยิ่งนัก สาธุ

อานิสงค์จากการสวดมนต์

– สวดมนต์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นบุญที่ได้กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ บทสวดพุทธมนต์นั้น มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ได้ทรงสอนสั่งสาวกและมีการจำและท่องสืบกันมา จนถึงมีการจดบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ผู้ที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ในชีวิต เป็นการเปล่งคำศักดิ์สิทธิ์ถวายเป็นพุทธเจ้า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าและย่อมได้บุญกุศล

– เกิดผลดีต่อร่างกาย คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้น ทางการแพทย์สมัยใหม่รับรองแล้วว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขได้จริงในจิตใจ ส่งผลต่อร่างกายให้หลั่งสารความสุขออกมา ร่างกายก็จะแข็งแรง ใบหน้าสดใส ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณถึงปัจจุบันทราบถึงเคล็ดลับลับสำคัญ ให้สังเกตว่าท่านจะมีอายุยืนมาก และบรรพบุรุษของเรานั้น ท่านสวดมนต์เป็นประจำอายุท่านจึงยืนยาว ไม่เหมือนคนในปัจจุบันที่ห่างเหินการสวดมนต์มาก อายุจึงสั้น

– เป็นการบำเพ็ญภาวนาอย่างหนึ่ง ทำให้มีสมาธิจิตใจ แจ่มใส การสวดมนต์เป็นการสร้างสมาธิวิธีการหนึ่ง เมื่อจิตที่มีสมาธิย่อมแจ่มใส มีกำลัง คิดอ่านแก้ไขปัญหาอะไรก็จะทำได้ง่ายเพราะมีสติกำกับอยู่

– เป็นที่โปรดโปรนของเหล่าเทพเทวดาและดวงจิตวิญญาณทั้งปวง แม้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย เมื่อได้ยินบทสวดนั้นจะพบกับความเย็นสบาย คลายทุกข์ ทำให้นิยมชมชอบคนที่สวดด้วย และเมื่อยินก็จะช่วยปกป้องรักษาคนที่สวด

– เกิดบุญจากการแผ่เมตตา เมื่อสวดมนต์เสร็จสิ้น มีการแผ่เมตตาแก่ตนเองและเหล่าสรรพสัตว์ย่อมเกิดอานิสงส์บุญเกิดขึ้น

– ได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้นย่อมได้รับการอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ เพราะเป็นผู้สร้างกรรมดีจากการสวดมนต์และแผ่เมตตา

– สร้างสิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัว ปัดเป่าภัยพิภัย โรคร้ายได้จริง ทุกบทสวดมนต์นั้นมาจากอักขระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งอัปมงคลนั้นออกไปจากชีวิต และสร้างสิริมงคลให้กับคนที่สวด ยิ่งสวดมากก็จะมีสิริมงคลมากขึ้น ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย

– สามารถแผ่บุญไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ บทสวดมนต์ทุกบทนั้น สมารถแผ่บุญกุศลไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นสายเลือดเดียวกันจะยิ่งเร็วขึ้น เพราะมีทั้งบุญและกรรมผูกพันกันมา อานิสงส์ที่ดังที่กล่าวมาข้างต้นคงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นเท่านั้นความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อมทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น

ปัจจัตตัง หรือรู้ได้เฉพาะตัวของแต่ละคนไป โปรดจำไว้เสมอว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นต้องปฏิบัติเองถึงจะได้

– เป็นพื้นฐานไปสู่การก่อนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูงต่อไป เมื่อทุกท่านทราบถึงการที่จะต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเริ่มต้นการสวดมนต์ ที่ครบถ้วนทุกประการแล้ว ต่อไปนี้จะขอนำทุกท่านพบกับวิธีการสวดให้ชีวิตดี สวดให้สุข สวดให้รวย กันในลำดับต่อไป

บทสวดมนต์ก่อนนอนเป็นบทสวดที่ก่อให้เกิดอานิสงค์กับผู้ที่สวด ทำให้จิตใจสงบ นอนหลับง่าย ตื่นมาสดชื่นเบิกบาน ดังนั้นการสวดมนต์ก่อนนอนทุกๆ คืนเป็นประจำ เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนควรยึดถือปฏิบัติ

ได้เห็นเป็นบุญตา พระฉายาลักษณ์ “12 พระอัครมเหสีแห่งราชวงศ์จักรี” ทั้ง 9 รัชกาล

0

ได้เห็นเป็นบุญตาสักครั้งหนึ่ง และเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ “พระอัครมเหสี” แห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่ต้นรัชกาลจนถึงปัจจุบัน เราจึงได้ทำการรวบรวมพระราชประวัติและความเป็นมาของพระอัครมเหสี แห่งราชวงศ์จักรีทั้ง ๑๒ พระองค์ ที่คนไทยอีกหลายคนไม่เคยทราบมาให้ได้ชมกัน…

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๑

สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี หรือ สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์ พระนามเดิม นาก หรือ นาค เป็นชาวเมืองสมุทรสงคราม เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ก็ทรงมียศเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ใน ร.๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่พระองค์ไม่ทรงยอมใช้ราชาศัพท์กับพระสวามีหรือพระราชโอรสและพระราชธิดาแต่อย่างใด ทรงเรียกพระสวามีว่า “เจ้าคุณ” และเรียกพระราชโอรสว่า “พ่อ” และพระราชธิดาว่า “แม่” โดยพระองค์ทรงยินดีที่จะใช้ภาษาสามัญของคนธรรมดา ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็มิได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นเจ้าแต่อย่างใด ยังคงเป็นท่านผู้หญิงนากตามเดิม มีพระราชบุตรทั้งหมด ๑๐ พระองค์ หนึ่งในนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็น “สมเด็จกรมพระอมรินทรามาตย์” ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง ในรัชกาลก่อน ๆ ที่ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี จึงประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยใหม่เป็น “สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี”

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๒

พระนามเดิมว่า “บุญรอด” หรือ “สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด” มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พระสวามี) แม้พระองค์จะทรงมีเชื้อสายจีนจากบิดา แต่ก็ทรงมีพระฉวีค่อนข้างคล้ำ มักถูกเปรียบเปรยว่าทรงเป็น “จินตหรา” จากวรรณคดีเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ของพระราชสวามี และทรงมีฝีมือในกิจการเครื่องต้น ทรงประกอบอาหารคาวหวานได้อย่างประณีตและมีรสโอชา เป็นที่ต้องพระทัยของ ร.๒ ยิ่งหนัก ทรงแอบลักลอบไปมาหาสู่เจ้าฟ้าบุญรอดอยู่บ่อยครั้ง จนทรงพระครรภ์ได้ ๔ เดือน ความทราบถึง ร.๑ ก็ทรงกริ้วนัก แต่เมื่อ ร.๒ เข้าเฝ้าเพื่อขออภัยโทษ และได้ให้สัตย์ปฏิญาณว่า “จะมิให้บุตรและภริยาทั้งปวงเป็นใหญ่กว่าฤๅเสมอเท่าเจ้าฟ้าบุญรอด” จึงทรงยอมมอบเจ้าฟ้าบุญรอดให้

แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงต้องพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระขนิษฐาต่างพระมารดา เป็นเหตุทำให้เจ้าฟ้าบุญรอดทรงน้อยพระทัย ไม่เข้าเฝ้า ร.๒ อีกเลย จนกระทั่งวันที่พระราชสวามีเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าบุญรอดมีพระราชโอรสทั้งสิ้น ๓ พระองค์ และได้เป็นพระมหากษัตริย์ครองราชย์สมบัติด้วยกันถึง ๒ พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชา และมีพระเกียรติยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๒ เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ในรัชกาลที่ ๒

ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า “เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี” เปรียบเสมือนเป็นพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และมีศักดิ์เป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับ จอมมารดาเจ้าทองสุก (เชื้อสายเจ้าพระเจ้าอินทวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์) มีพระนามเดิมว่า “พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าจันทบุรี” แม้ว่าพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจะทรงสนิทเสน่หาในเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีมากเพียงใดก็ตาม แต่ตลอดรัชสมัยของพระองค์ก็มิได้ทรงยกย่องหรือสถาปนาพระยศแต่งตั้งพระนาง รวมถึงพระโอรสกับพระธิดาแต่อย่างใด เนื่องจากถือสัตย์ที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่ทรงยกย่องใครเหนือกว่า “เจ้าฟ้าบุญรอด” (พระอัครมเหสีฝ่ายขวา)

หลังจาก ร.๒ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เจ้าฟ้ากุณฑลผู้เป็นพระชายาก็ทรงชุบเลี้ยงเซาๆ อยู่อย่างนั้น ไม่เปิดเผยผิดจากปรกติขึ้นเท่าไร กล่าวกันว่า เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีนั้นเปรียบเหมือน “นางบุษบาวตี” ในพระราชนิพนธ์อิเหนา และแน่นอนว่า “นางจินตหรา” คือ เจ้าฟ้าบุญรอด นั่นเอง พระองค์ประสูติพระราชโอรส ๓ พระองค์ พระราชธิดา ๑ พระองค์ (สิ้นพระชนม์) คนในสมัยนั้นก็ไม่ได้ยินใครเรียกว่า เจ้าฟ้า หรือ ทูลกระหม่อมฟ้าแต่อย่างใด เมื่อสิ้นร.๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีมีพระชนมายุได้ ๒๖ พรรษา ได้ทรงทำนุบำรุงเลี้ยงเจ้าฟ้าพระราชโอรส ๓ พระองค์ต่อมาด้วยความลำบากอย่างยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในรัชกาลที่ ๔

สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชนัดดาเพียงพระองค์เดียวในรัชกาลที่ ๓ ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า และได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเธอโสมนัสวัฒนาวดี พระนางนาฎบรมอัครราชเทวี” ของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๕ ขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง ๑๗-๑๘ พรรษา นับเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรก แต่ก็ได้ทรงดำรงพระอิสริยยศอยู่เพียง ๙ เดือนเท่านั้น ก็เสด็จสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๙๕ มีพระราชโอรส ๑ พระองค์ คือ “สมเด็จเจ้าฟ้าโสมนัส”

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ สร้าง “วัดโสมนัสราชวรวิหาร” เพื่อพระราชอุทิศให้แก่พระองค์ ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการให้ออกพระนามของพระองค์ว่า “สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี” ตามที่ทรงเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีในรัชกาลที่ ๔ หากแต่มิได้เป็นพระราชชนนีในพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อ ๆ มาเท่านั้นเอง

สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๔

พระนามเดิมคือ หม่อมเจ้ารำเพย ศิริวงศ์ พระมเหสีพระองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์อยู่ในช่วงวัยเยาว์ ได้เข้ามาฝึกหัดการถวายงานพัด และพระองค์ก็สามารถพัดได้ถูกพระทัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกับโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามแก่หม่อมเจ้าหญิงนี้ว่า “รำเพย” อันมีความหมายว่า “ลมเย็นที่พัดค่อย ๆ อ่อน ๆ” หลังจากนั้นได้ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งพระมเหสีของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ ตั้งแต่พระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา

ทรงได้รับการสถาปนาเลื่อนพระยศเป็น “พระองค์เจ้า” พระราชทานพระนามว่า รำเพยภมราภิรมย์ และดำรงพระอิสริยยศเป็น “พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์” มีพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งหมด ๔ พระองค์ เป็นพระราชมารดาในรัชกาลต่อมา คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ.๒๔๐๔ ในรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาพระบรมอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ และในรัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนาพระบรมอัฐิเป็น “สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี”

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕

พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์” พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา หรือที่ชาวบ้านขนานพระนามว่า “สมเด็จพระนางเรือล่ม” พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์มีพระสิริโฉมงดงาม พระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม ทรงมีพระอัธยาศัยจริงจังเด็ดขาด ปฏิบัติข้อราชการและรับสั่งด้วยความเฉียบคมชัดเจนเสมอเป็นที่ประจักษ์แก่หมู่ข้าหลวงชาววังทั่วไป ทำให้เป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หายิ่งกว่าพระอัครมเหสีองค์อื่น ๆ จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระอัครมเหสี”

พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุเรือพระประเทียบล่ม พร้อมกับพระราชธิดา และพระราชบุตรในครรภ์ ที่อายุเพียง ๕ เดือน ภายหลังการสิ้นพระชนม์ ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” ดำรงพระฐานันดรศักดิ์พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ ๕

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ใน ร.๔ กับเจ้าจอมมารดาสำลี พระองค์ทรงเป็นเจ้านายชั้นลูกหลวง พระองค์ที่สองที่ได้ถวายตัวเป็นพระมเหสี ใน ร.๕ เมื่อมีพระชนมายุได้ประมาณ ๑๕ พรรษา ภายหลังพระองค์เจ้าสุขุมาลฯ มีพระประสูติกาลพระโอรสถึง ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ก็ทรงได้รับการเลื่อนพระยศเป็น “พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี” และทรงดำรงฐานันดรศักดิ์นี้จนสิ้นรัชกาล

ถึงแม้ว่าพระมเหสีชั้นลูกหลวงอีกสามพระองค์ จะได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปก็ตาม แต่พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีพระราชเทวี กลับมิเคยได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีเลยจนตลอด ร.๕ เพิ่งจะได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ พระอัครราชเทวี ใน ร.๗ จากนั้นจึงถือว่าทรงดำรงพระยศพระอัครมเหสีพระองค์หนึ่งใน ร.๕ ด้วย พระฐานะอยู่ในลำดับกลาง ๆ เสมอมา ซึ่งอาจเพราะเหตุนี้ ถึงกับได้มีพระดำรัสว่า “แม่นี้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ” (จากพระราชหัตถเลขาพระราชทานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต)

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา พระราชธิดาใน ร.๔ กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม เป็นพระเจ้าน้องนางเธอในสมัย ร.๕ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา เมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น พระองค์ก็มีพระสิริโฉมงดงาม จนมีคำกล่าวว่า “หน้าตาคมสันองค์สว่าง พูดจากระจัดกระจ่างองค์สุนันทา” พระองค์ทรงเข้ารับราชการเป็นพระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ ๕ ขณะที่มีพระชนม์ ๑๖ พรรษา โดยมีพระองค์เจ้าหญิง พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๔ ที่รับราชการเป็นพระภรรยาเจ้าในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับพระองค์ ได้แก่ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี และพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี

ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์ต่อไป มีพระนามาภิไธยเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี” เนื่องด้วยทรงเป็นพระราชชนนีของ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร” ซึ่งเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย ภายหลังการสวรรคตของเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ จำต้องสถาปนาพระโอรสในพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ขึ้นเป็น สยามมกุฎราชกุมารแทน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ (ร.๘) พระวรวงศ์เธอ เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงเฉลิมพระนามพระศรีสวรินทิราขึ้นเป็น “สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า”

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ ๕

พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาเปี่ยม อีกหนึ่งพระองค์ พระนามเดิมว่า“พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี” โดยรับราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะมีพระเจ้าลูกเธอใน ร.๔ เข้ารับราชการเป็นภรรยาเจ้าในระยะเวลาใกล้เคียงกันถึง ๔ พระองค์ นั่นก็คือ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์, พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี, พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา และพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระภรรยาเจ้าทั้ง ๔ พระองค์มีพระเกียรติยศเสมอกันทุกพระองค์ พระเกียรติยศที่จะเพิ่มพูนนั้นขึ้นอยู่กับการมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเป็นสำคัญ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปนั้น พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมราชินีนาถ” ทำให้พระองค์ทรงเป็นปฐมบรมราชินีนาถของประเทศไทย มีตำแหน่งเป็น “สมเด็จพระอัครมเหสี” แม้จะทรงดำรงตำแหน่งสูงสุดในขณะนั้น แต่พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงให้เกียรติพระเชษฐภคินีโดยมิเคยเสด็จพระราชดำเนินนำหน้า และทรงหมอบถวายบังคมพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา เมื่อเสด็จออกท่ามกลางพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ด้วยความเคารพเสมอ

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในรัชกาลที่ ๖

นายพันโทหญิง สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา มีพระนามเดิมว่า ประไพ สุจริตกุล พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) เมื่อได้ทรงอภิเษกสมรสก็ได้รับการสถาปนาให้มีตำแหน่งเป็นพระมเหสีองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระวรราชชายาเธอ พระอินทรศักดิศจี” และเมื่อทรงตั้งครรภ์ทำให้ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี” ตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี เป็นพระอิสริยยศสูงสุด

เนื่องจากพระองค์ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดไม่ได้หยุด ทำให้ทรงตกพระโลหิตขณะตั้งครรภ์ถึง ๒ ครั้ง เป็นเหตุให้พระนางเจ้าอินทรศักดิศจี ถูกลดพระอิสริยยศลงเหลือเพียง “สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา” เพื่อให้พระสนมที่กำลังตั้งครรภ์องค์ต่อมาคือ “พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี” สามารถสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็นพระอัครมเหสี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า พระนางเจ้าสุวัทนา ให้กำเนิดพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียว และหลังจากประสูติพระธิดาได้เพียง ๑ วัน ร.๖ ก็ทรงเสด็จสวรรคต

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗

พระอัครมเหสีเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมเหสีพระองค์แรกตามแบบยุโรปและระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย มีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์” ชาววังเรียกขานพระนามพระองค์ว่า “ท่านหญิงนา” พระองค์ทรงเป็นสตรีที่มีพระสิริโฉมงดงาม พระจริยวัตรอันนุ่มนวล มีพระพักตร์แจ่มใส และแย้มพระสรวลอยู่เสมอ แลดูเอิบอิ่มเต็มไปด้วยพระกรุณา กล่าวกันว่าพระองค์เป็นสตรีชาวไทยที่ทรงพระสิริโฉมสามารถเลือกฉลองพระองค์ยุโรปมาสวมใส่ได้อย่างเหมาะสม

ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างกับพระราชสวามีเรื่อยมา ทั้งพระราชกิจภายในพระนคร การเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมืองต่างๆ รวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี หลังจากพระราชสวามีสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ พระองค์ประทับอยู่ประเทศอังกฤษจวบจนพระราชสวามีเสด็จสวรรคต และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลในขณะนั้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙

จอมพลหญิง จอมพลเรือหญิง จอมพลอากาศหญิง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระนามเดิมว่า“หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร” พระธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ประสูติเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๕ เมื่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีอายุราว ๒ ปี ขณะที่พี่เลี้ยงอุ้มอยู่นั้นก็มีแขกเลี้ยงวัวเข้ามาทำนายทายทัก ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะมีบุญวาสนาได้เป็นราชินีในอนาคต แม้จะเป็นเรื่องขบขันของราชสกุลกิติยากร แต่ไม่มีใครคาดถึงว่าในอีก ๑๕ ปีต่อมาคำทำนายของแขกเลี้ยงวัวผู้นั้นจะเป็นความจริง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็ได้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี”

เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขณะที่พระราชสวามีเสด็จออกผนวช พระองค์จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ถือเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อจาก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ใน ร.๕ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของบุคคลผู้ยากไร้ และประชาชนในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

ข้อมูลและภาพจาก วิกิพีเดียและคลังประวัติศาสตร์